แอมเนสตี้ ออกรายงานเตือนว่า สหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญ วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนการเป็นเจ้าภาพร่วมศึก ฟุตบอลโลก 2026 โดยชี้ว่านโยบายตรวจคนเข้าเมืองและมาตรการด้านความมั่นคงอาจส่งผลกระทบต่อแฟนบอล รวมถึงนักเตะ
รายงานฉบับดังกล่าวภายใต้ชื่อ “มนุษยชาติต้องเป็นผู้ชนะ: ปกป้องสิทธิและต่อต้านการปราบปรามในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026”
ระบุว่า หน่วยงานอย่าง ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ) กลายเป็น “ภัยคุกคามที่สร้างความหวาดกลัว” ต่อผู้เดินทางเข้าชมการแข่งขัน
นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านเสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมอย่างสงบ ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของทัวร์นาเมนต์ที่ ฟีฟ่า วางเป้าให้เป็นมหกรรมที่ “ปลอดภัย เปิดกว้าง และครอบคลุมทุกคน”
รายงานยังระบุถึงปัญหานโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด การจับกุม และการควบคุมตัวจำนวนมาก โดยเฉพาะต่อกลุ่มผู้อพยพ ซึ่งอาจทำให้แฟนบอลบางส่วนเดินทางเข้าประเทศได้ยาก รวมถึงเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบหรือจับกุม
ขณะเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงข้อจำกัดในการเดินทางของแฟนบอลจากบางประเทศ เช่น ไอเวอรี่โคสต์, เฮติ, อิหร่าน และ เซเนกัล ซึ่งอาจไม่สามารถเข้าสหรัฐฯ ได้ หากไม่มีวีซ่าที่ถูกต้องก่อนต้นปี 2026
รายงานยังชี้ว่า เมืองเจ้าภาพหลายแห่งยังไม่มีแผนคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน และบางเมือง เช่น ดัลลัส, ฮิวสตัน และไมอามี มีข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติ
สตีฟ คล็อคเบิร์น ระบุว่า แม้จะมีการจับกุมและเนรเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่มีหลักประกันจากทั้ง ฟีฟ่า และรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าแฟนบอลและชุมชนท้องถิ่นจะปลอดภัยจากการเลือกปฏิบัติหรือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ ฟุตบอล 2026 ซึ่งจัดร่วมกันระหว่าง สหรัฐอเมริกา , เม็กซิโก และ แคนาดา ยังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในประเทศเจ้าภาพหลักอย่างสหรัฐฯ ว่าจะสามารถสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่ปลอดภัยและเป็นธรรมได้หรือไม่










